เพื่อนต่างดาว

เช้าวันเสาร์ที่ 4 เดือนมกราคม ปี 2567 อากาศแจ่มใสมีแสงแดดอ่อนๆ ที่ไร่ข้าวโพดแห่งหนึ่งย่านเม็กซิโก เด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อเบนเขาหลงไหลในเรื่องของอวกาศจักรวาลและชอบส่องกล้องดูดาวเป็นอย่างมาก
เขาฝันว่าวันหนึ่งอยากจะได้ไปเที่ยวในอวกาศสักครั้งนึงของชีวิต

เบนชอบที่จะศึกษาวิทยาศาสตร์มากกว่าวิชาอื่นๆเพราะเขาคิดว่าวิทยาศาสตร์ให้คำตอบกับเขาได้ในหลายๆอย่างที่เขาชอบและมันน่าอัศจรรย์มาก
เบนแทบจะเป็นที่หนึ่งในชั้นเรียนเลยก็ว่าได้

เบนมักจะตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บ่อยๆว่า
จักรวาลนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ มนุษย์ต่างดาวมันมีจริงๆหรอแล้วทำไมถึงไม่ปรากฎตัวให้ชาวโลกได้เห็น แล้วยูเอฟโอมันมีรูปร่างลักษณะยังไงกันแน่
เขาเชื่อว่าหลายคนบนโลกก็ตั้งคำถามเหมือนเขาเช่นกัน

บ่อยครั้งที่มีข่าวการพบเห็นยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาวอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ชัดเจนสักทีเพราะรัฐบาลสหรัฐไม่ยอมที่จะปิปากเปิดเผยข้อมูลที่เขารู้อะไรเลย ทำให้คนทั้งประเทศต่างจับตามองเป็นพิเศษว่ารัฐบาลปกปิดอะไรอยู่

เบนมีอายุกำหนดครบ 19ปี ในวันที่ 6 เดือนนี้
เช้าวันนั้นเบนได้อธิฐานว่า
วันเกิดของผมปีนี้ขอให้ผมได้เจอมนุษย์ต่างดาวตัวเป็นๆด้วยเถอะ
เบนไม่ได้อธิฐานแบบนี้เป็นครั้งแรก ก่อนวันเกิดเบนทุกปีเขาก็อธิฐานแบบนี้

เบนมีสุนัขตัวหนึ่งพันธ์โกลเด้นที่เขารักมาก ชื่อว่าดัสกี้ ซึ่งในทุกๆเช้าเบนจะต้องพาเจ้าดัสกี้มาเดินเล่นที่ไร่ข้าวโพดแบบนี้ทุกวัน

ที่ไร่ข้าวโพดของเบนเคยเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นถึง 3 ครั้ง รอยเส้นประหลาดที่เป็นเอกลักษณ์และประณีตเป็นอย่างมาก
หรือที่เรียกอีกอย่างก็คือ (Crop Circles)
รอยเส้นประหลาดไม่ได้เกิดขึ้นที่ไร่ข้าวโพดของเบนแห่งเดียวเท่านั้น อีกหลายพื้นที่ของเมืองอื่นๆก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้เช่นกัน
บ้างก็ว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาว บ้างก็ว่าเป็นฝีมือของมนุษย์อย่างเรานี้ล่ะ แต่เบนก็สงสัยว่า
ใครมันจะว่างมาทำแบบนี้โดยไม่มีคนเห็นเลยหรอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็เป็นปริศนาที่ชวนให้คิดสงสัยต่อไป

หลังจากที่เบนพาเจ้าดัสกี้เดินเล่นที่ไร่ข้าวโพดเสร็จ ก็กลับมาที่บ้านกินข้าวเช้าและเปิดโทรทัศน์ดูตามปกติ…

จนเวลาล่วงเลยไปถึงหัวค่ำ เบนเป็นคนที่ชอบอ่านนวนิยายวิทยาศาสตร์ โดยนักเขียนคนโปรดที่เบนชื่นชอบคือ ไอแซค นิวเคียส

ไอแซค นิวเคียส เป็นนักเขียนที่ดังมากในยุคนั้น ด้วยเนื้อเรื่องนิยายที่เขาเขียนออกมาแฝงไปด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์และสนุกจนหลงเข้าไปในสิ่งที่เขาเขียน ทำให้หนังสือของเขาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
ทำให้เบนต้องหาซื้อเก็บหนังสือทุกเล่มของ ไอแซค นิวเคียส มาอ่านทุกเล่ม เหมือนของสะสม

จนเวลาผ่านไปช่วง 4ทุ่ม ก็มีเสียงแปลกๆดังขึ้น! และเจ้าดัสกี้ก็เห่าอย่างเสียงดัง
ด้วยความสงสัยเบนจึงพาเจ้าดัสกี้ออกไปดู เขาเดินไปถึงไร่ข้าวโพดห่างจากบ้านประมาณ 160เมตร
เบนมองเข้าไปในไร่ข้าวโพดแล้วตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างเรืองแสงสีขาวแดงกระพริบๆ
ลักษณะของมันเหมือนแผ่นจานอลูมิเนียมขนาดใหญ่และเหมือนจะมีความเสียหายที่ยานลำนั้นด้วย

เบนลังเลที่จะเข้าไปดู…แต่ด้วยความสงสัยเบนจึงตัดสินใจแอบย่องเข้าไปดูใกล้ ๆ อย่างเงียบๆ
โอ้วพระเจ้า นี่มันยูเอฟโอ !!!
และแล้วจานบินลึกลับปริศนาก็เริ่มขยับขึ้น !

ทันใดนั้นเองสิ่งที่เบนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น จานบินลำนั้นมันเปิดประตูออกมา
ด้วยความตกใจเบนจึงรีบกระโจนเข้าไปแอบในไร่ข้าวโพดทันที !

เบนแอบมองอยู่ห่างๆและเสียงลึกลับก็ดังขึ้นว่า
เฮ้ สวัสดีชาวโลกไม่ต้องกลัวฉันหรอก ฉันไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายเธอ ออกมาเถอะ

สิ่งที่เบนเห็นอยู่เบื้องหน้าและได้ยินแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาและหูของตัวเองเลยว่า สิ่งที่อยู่ข้างหน้านั้นคือ…มนุษย์ต่างดาวตัวสีเขียวใส่ชุดคุมสะท้อนแสงจรดมายันเท้า ตากลมโต หัวโตเรียว มี 4นิ้ว ไม่มีเส้นผม และสูงราวๆ 150เซนติเมตร และที่สำคัญพูดภาษาฝรั่งได้ด้วย

เบนรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้เจอสิ่งที่เขาพร่ำเพ้อถึงมาตลอตชีวิตและวันนี้คำอธิฐานของเขาเป็นความจริงแล้ว หรือจะเป็นแค่ความบังเอิญก็ชั่งเถอะ เบนกล่าว

เบนรวบรวมความกล้าแล้วตัดสินใจเดินออกไปพร้อมกับเจ้าดัสกี้หมาคู่ซี้
แล้วเบนก็มีคำถามในหัวทันทีพร้อมถามออกไปว่า “เอ่อ…สวัสดีครับผมชื่อ เบน คุณคือมนุษย์ต่างดาวใช่ไหม แล้วคุณมีชื่อไหม?”
เจ้าตัวเขียวตอบกลับมาว่า
“ถูกต้องแล้ว ฉันคือมนุษย์ต่างดาว ฉันมาจากดาวเคราะห์ที่ห่างจากโลกของเธอไป 100ปีแสง ฉันมีชื่อว่า ‘พอล’ ”

“โห 100ปีแสงนี่มันไกลมากเลยนะ พอลคุณมีอายุเท่าไหร่ แล้วดาวของคุณชื่ออะไร”

“ฉันมีอายุ 51ปี เมื่อเทียบกับโลกมนุษย์แล้วฉันยังเป็นวัยรุ่นอยู่เพราะเวลาที่ดาวของฉันน่ะไวกว่าของโลกมาก
แต่เราเป็นเพื่อนกันได้นะ อิอิ” (พอลขำ)

“งั้นเราเป็นเพื่อนกันแล้วนะพอล” เบนยิ้ม

แต่เหมือนว่าพอลจะยังพูดไม่จบ
“อ้อ…เกือบลืมไป ดาวของฉันมีชื่อว่าเอ็มไพร์ มีอายุมาราวๆ 7แสนล้านปีแล้ว ระบบสุริยะของฉันมีดาวทั้งหมด 7ดวง ไว้ว่างๆฉันจะพานายไปแล้วกันนะถ้านายต้องการ”

“นายจะพาฉันไปจริงๆหรอ ไกลตั้ง 100ปีแสง แล้วมันต้องใช้เวลานานขนาดไหนกว่าจะไปถึง ?” เบนถามอย่างสงสัย

“จริงสิ รู้ไหมการเดินทางในอวกาศมันเป็นเรื่องที่สนุกมาก ฉันอยากให้นายลองเห็นด้วยตาของนายเองว่าสิ่งที่อยู่ข้างนอกนั้นมันอัศจรรย์แค่ไหน…ส่วนเรื่องเวลามันไม่ใช่ปัญหาสำหรับดาวของฉันเลย เทคโนโลยีดาวของเรามันพัฒนาไปไกลมากๆๆๆๆ ดาวของฉันค้นพบการเดินทางด้วยความเร็วแสงและการเปิดรูหนอน(space time)เมื่อ9พันปีก่อน กว่าจะทำสำเร็จก็คิดแล้วคิดอีกเป็นร้อยปีเลยล่ะ” พอลตอบอย่างมั่นใจ

“แล้วโลกฉันต้องใช้เวลานานแค่ไหนเนี่ย!!”

เบนก็ถามพอลต่อไปอีกว่า…
“แล้วนายมาทำอะไรที่โลกและที่ไร่ข้าวโพดของฉัน ?”

“ฉันก็ท่องเที่ยวไปทั่วจักรวาลนั้นล่ะ อยู่ดาวเอ็มไพร์ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำแล้ว คือประมาณว่าน่าเบื่อ(พอลขำ) ส่วนที่ไร่ข้าวโพดของนาย ยานฉันมันเกิดมีปัญหานิดหน่อยน่ะสงสัยบินมานานเครื่องยนต์คงทำงานหนัก…ฉันเลยต้องนำยานลงจอดที่ไร่ข้าวโพดของนายก่อน”

“แล้วนายรู้ไหมว่าใครมาทำรอยเส้นปริศนาที่ไร่ข้าวโพดของฉัน ? ใครๆก็ต่างเชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาวอย่างนาย…”

“เอ่อ…ฉันเองล่ะ มันเป็นศิลปะอย่างนึงที่ฉันชอบ ผ่านไปผ่านมาเลยทำขึ้นให้มนุษย์อย่างนายแปลกใจเล่นนิดหน่อย(พอลขำ)”

เบนรู้สึกโกรธขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อรู้ต้นตอสาเหตุของความเสียหายที่ไร่ข้าวโพด…

พอพอลเห็นสีหน้าของเบนแบบนั้นเลย…”เอิ่ม…เบนฉันขอโทษด้วยนะที่ทำให้ไร่ข้าวโพดนายต้องเสียหาย”

อืมชั่งมันเถอะ เบนกล่าวพร้อมรอยยิ้มแล้วถามพอลว่า”แล้วยานของนายเป็นไงบ้างล่ะ”

“เอิ่ม…ฉันขอตรวจดูก่อนนะ”
3นาทีผ่านไปพอลตรวจเช็คสภาพเครื่องแล้วดูทีท่าว่าคืนนี้คงยังไปไหนไม่ได้แน่ๆ เลยร้องขอพักที่บ้านของเบนสักคืนก่อน

“โอเคร”เบนตอบตกลงอย่างไม่มีทางเลือกพร้อมยินดีที่จะให้พอลพักที่บ้าน

จากนั้นพอลจึงเปิดระบบพลางตัวของยาน เบนเห็นระบบพลางตัวของยานสุดไฮเทคจนเอ่ยปากว่าว้าวมันสุดยอดมาก
พอลยิ้มพร้อมหัวเราะ(555)แล้วทั้งคู่ก็เดินไปที่บ้านอย่างเงียบๆ โชคดีมากที่วันนั้นพ่อแม่ของเบนต้องไปประชุมสัมณาที่ต่างประเทศเลยไม่ค่อยมีปัญหาสักเท่าไหร่กับคืนนี้

เจ้าดัสกี้มองพอลอย่างแปลกๆอยู่ตลอดเวลาพร้อมเห่าขึ้นมาแต่จะหยุดเมื่อเบนสั่งให้เงียบ
แล้วก็โชคดีอีกที่ห้องของเบนใหญ่พอสำหรับพอลอีกคน แต่แน่นอนว่าเวลาของพอลกับเบนไม่ตรงกัน พอลเลยไม่รู้สึกง่วง ในขณะที่เบนรู้สึกง่วงจนตาแทบจะปิดลงเต็มที
จากนั้นเบนเลยขอตัวไปนอนก่อนพร้อมบอกกับพอลว่าฉันนอนก่อนนะรุ่งเช้าค่อยว่ากัน พอลบอกโอเครพร้อมกล่าวว่า”ฝันดีเบน”

เช้าวันรุ่งขึ้นของวันที่ 5 เบนตื่นมาก็ไม่พบพอลอยู่ที่ห้องแล้วเลยร้องตะโกนเรียกพอลลั่นบ้านแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ
จนได้กลิ่นอะไรสักอย่างไหม้ๆมาจากห้องครัวเลยเดินตามกลิ่นจนมาเจอเจ้าตัวเขียวสุดแสบทอดไข่ดาวที่ไหม่เกรียมพร้อมเปิดทีวีอย่างสบายใจเฉิบเหมือนเป็นบ้านของตัวเอง “อรุณสวัสเบนฉันทำอาหารรอนายแล้ว ฝีมือฉันอร่อยเหาะนะจะบอกให้”
เบนรีบพูดทันทีว่า”พระเจ้านายทำไข่ไหม้หมดแล้วเสียของหมด”
พอลขำ(555)พร้อมบอกว่า”นี้ล่ะสูตรอร่อยเหาะ”

อร่อยเหาะบ้าไรล่ะพอล โธ่! จากนั้นเบนก็ต้องทอดไข่ดาวใหม่ 2ฟอง เสร็จแล้วจึงทิ้งไว้ก่อนพร้อมสั่งพอลว่าอย่าพึ่งกินนะเดี๋ยวฉันมาแล้วคงยังไม่ลืมพาเจ้าดัสกี้ไปเดินเล่นยามเช้าอย่างเช่นเคย
แต่วันนี้เบนคึกเป็นพิเศษพร้อมกับร้องเพลงไปตลอดทางจนเดินกลับมาถึงบ้าน

ทั้งคู่จึงกินข้าวด้วยกันพร้อมทั้งคุยเรื่องที่จะพาเบนไปเที่ยวดาวเอ็มไพร์ด้วย จนกระทั่งทั้งสองตกลงกันเสร็จว่าหลังกินข้าวเสร็จจากนั้นจะเริ่มเดินทางทันที

จนกระทั่งกิจวัตรในช่วงเช้าเสร็จเบนจึงเตรียมสัมภาระพร้อมในการเดินทางพร้อมกล้องถ่ายรูปติดตัวโปรดและเจ้าดัสกี้ไปด้วย
ทั้งคู่เดินออกมาจนถึงยานที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า พอลเริ่มปิดระบบล่องหนและเปิดประตูพาเบนกับเจ้าดัสกี้เข้าไป

ยานลำนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสนามแม่เหล็กที่จำลองขึ้น บังคับด้วยมือหรือพลังจิตและระบบอัตโนมัติได้ ภายในยานเป็นห้องกลมๆสำหรับนักบิน2คน และที่ว่างสำหรับลูกเรืออีก5คน การมองใช้ระบบเรด้าและจอมิเตอร์ขนาดใหญ่และโดมส่วนบนของยานยังสามารถทำให้โปร่งใสเหมือนมองผ่านกระจกได้อีกด้วย มีระบบห่อหุ้มตัวยานป้องกันจากสิ่งอันตรายที่พุ่งเข้ามาและปืนแสงเลเซอร์ติดรอบตัวยาน

เบนและพอลตกลงกันว่าจะต้องกลับมาที่นี่ภายใน2ชม. จากนั้นพอลก็นำยานขึ้นทันทีพร้อมเปิดระบบล่องหนอีกครั้งเพื่อไม่ให้ใครเห็นและตื่นตระหนก
ยานขึ้นไปในแนวดิ่งอย่างรวดเร็วและออกพ้นนอกชั้นบรรยากาศโลกในที่สุด
เบนมองเห็นสถานีอวกาศนานาชาติ ISS ลอยอยู่ในห้วงอวกาศและนักบินอวกาศกำลังลอยโคร้งเค้งอยู่นอกตัวสถานี เบนจึงรีบหยิบกล้องมาถ่ายวินาทีนี้ไว้ทันที แล้วสถานีอวกาศ ISS ก็เริ่มจางหายลับสายตาไปในที่สุด

พอลเริ่มชะลอความเร็วของยานช้าลงเพื่อให้เบนได้ถ่ายรูป
ทันใดนั้นเบนก็เอ่ยปากถามพอลว่า”นี่พอลดวงจันทร์มีมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่จริงหรือป่าวอ่ะ”
พอลตอบเบนว่า”เมื่อก่อนน่ะมีแต่ตอนนี้ย้ายไปดาวดวงอื่นกันหมดแล้ว ถ้านายสังเกตุหลุมบนดวงจันทร์แล้วแน่ล่ะนายคงคิดว่าเป็นอุกาบาตพุ่งชนใช่ไหมล่ะ แต่จริงๆมันก็ใช่ส่วนนึง เมื่อก่อนที่นี่เกิดสงครามขึ้นจาก 4ชนเผ่า คือดวงจันทร์,ดาวศุกร์,ดาวอังคาร,และดาวอุมปาที่ห่างออกไป40ปีแสง มันเป็นสงครามครั้งใหญ่ทำให้ดวงดาวบริเวณนั้นได้รับผลกระทบของสงคราม หนึ่งในนั้นคือโลกแต่โลกในตอนนั้นยังไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ หลังสงครามสงบลงดวงจันทร์ไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลือและไม่สามารถดำรงอยู่ต่อได้”
ในอนาคตมนุษย์โลกก็จะหาคำตอบได้เอง พอลกล่าว

“พระเจ้านี่มันสตาร์วอล์ชัดๆ” เบนพูดอย่างตะลึง

เราไปกันต่อเถอะพร้อมกับเจ้าดัสกี้ที่ทำหน้ามึนงง

หลังจากที่ห่างจากโลกมา 5,000กิโลเมตร พอลก็พูดกับเบนว่า”ฉันจะเปิดรูหนอนแล้วนะ เกาะดีๆมันอาจจะมีแรงสั้นสะเทือนเล็กน้อย”
หลังจากนั้น1นาที รูหนอนก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าแล้วพอลก็พายานพุ่งทะยานเข้าไปทันที
แต่…มันมีบางอย่างผิดปกติ เมื่อการเปิดรูหนอนของพอลเกิดข้อผิดพลาดขึ้น !  มันมาโผล่อีกกาแล็คซี่นึงที่ทั้งคู่ไม่รู้จักและแล้วเหตุการณ์ระทึกก็เกิดขึ้นเมื่อมียานอวกาศลำนึงกำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว

หลังจากที่ยานลึกลับกำลังมุ่งเข้ามาด้วยความเร็วพอลจึงรีบบังคับยานหนีทันที
แต่ทันใดนั้นเองยานลึกลับก็กระหน่ำยิงเข้ามาเป็นห่าฝน

พระเจ้าเราโดนโจมตี !!

พอลรู้ถึงความอันตรายจึงรีบเปิดระบบป้องกันตัวทันที ทำให้กระสุนไม่สามารถทำอะไรได้

แต่…มันไม่สามารถต้านได้นานนัก ระบบป้องกันตัวเริ่มอ่อนลง พอลจึงจำเป็นที่ต้องยิงสวนไปทันที
ยานทั้ง 2 ลำกำลังทำสงคราม มันยังคงไล่ล่ากันไปอย่างดุเดือด
เบนตกใจและหวาดกลัวอย่างมากแต่พอลก็พูดปลอบใจเบนให้ดีขึ้นพร้อมถามเบนว่า”นายเคยยิงปืนหรือเล่นเกมส์มั่งไหม ให้นึกว่ากำลังเล่นเกมส์อยู่นะ
ถ้านายไม่ช่วยเราไม่รอดแน่”
เบนตอบอย่างเกร็งๆ
“เล่นเกมส์แนวนี้น่ะเคย ฉันจะลองดูนะ”

พอลกำลังหาทางเปิดรูหนอนอีกครั้งนึง
เบนจึงต้องถ่วงเวลาต้านไว้ให้นานที่สุด
แต่…จู่ๆยานก็สั่นอย่างรุนแรง
“ยานได้รับความเสียหาย พอล!!!” เบนพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน

พอลรู้ดีว่ายานจะไปต่ออีกได้ไม่นานแน่ ต้องหาที่ลงจอด !
“เฮ้ พระเจ้าฉันยิงโดนมัน ฉันยิงโดนมันแล้ว มันเริ่มช้าลงแล้ว” เบนตะโกนลั่นอย่างดีใจสุดๆ

“ดีมากเบน สุดยอด เราปลอดภัยแล้วคราวนี่ต้องหาที่ลงจอดก่อน ยานได้รับความเสียหาย”

ทันใดนั้นยานก็พุ่งทะยานสู่ดาวเคราะห์สีแดง ดาวดวงนี้เหมือนจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่อาศัย เบื้องล่างมีแต่ดินที่เป็นสีแดง
เบนและพอลให้สมญานามดาวดวงนี้ว่า”ดาวแห่งความตาย”
ดาวที่แห้งแร้งนี้อากาศเป็นกรดไม่สามารถออกไปสูตรอากาศได้ มันมีแต่มลพิษ

ดูเหมือนว่ายานจะได้รับความเสียหายส่วนท้าย การซ่อมตัวเองกำลังดำเนินการอยู่ในระบบพลางตัว

20 นาทีหลังจากนั้นยานได้ซ่อมตัวเองเสร็จแล้ว “เราเสียเวลาในการเดินทางมา 50 นาทีแล้ว รีบไปกันเถอะ” พอลกล่าว

และแล้วยานก็พุ่งทะยานขึ้นสู่อวกาศอีกครั้ง พอลเช็ครูหนอนว่ายังใช้การได้ดีอยู่หรือป่าว…ระบบยืนยันใช้งานได้แล้ว
มุ่งหน้าสู่ดาวเอ็มไพร์ !
นั่น รูหนอนอยู่ข้างหน้า ฟึ๊บ ยานได้มาโผล่ที่ดาวเอ็มไพร์อย่างสำเร็จ

“นั้นไงเบนดาวของฉัน(เอ็มไพร์)มันวิเศษใช่ไหมล่ะ”

“ใช่มันวิเศษจริงๆ”

“ฉันจะพาบินสำรวจรอบๆดาวนะ”

“โอเคร” เบนตอบสั้นๆ

พอลเริ่มบรรยายความเป็นอยู่ของดาวแห่งนี้
เอ็มไพร์เป็นดาวเคราะห์ดวงที่4ของระบบสุริยะ มีพี่น้องทั้งหมด 7ดวง ที่นี่มีดวงจันทร์ 1ดวงและดวงอาทิตย์ 2ดวง
ดาวดวงนี้มีอายุมา 600ล้านปีแล้ว ดาวเอ็มไพร์มีสถานีอวกาศอยู่ 2แห่งที่คอยดูแลสิ่งแปลกปลอมอันตรายอยู่ตลอด ชาวเอ็มไพร์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะมีเทคโนโลยีที่สูงขนาดนี้
ดาวเอ็มไพร์ประกอบไปด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ ่ผืนดินอันกว้างใหญ่ ป่าไม้นานาพรรณ ที่นี่มีแต่แมลงและปลา
ผู้คนไม่จำเป็นต้องเดินไปไหนไกลๆแค่เปิดประตูวาปตามสถานที่ต่างๆตามตัวเมืองก็ถึงแล้ว พาหนะมีรูปร่างแตกต่างกันไปตามยุคสมัย ยานของพอลเป็นรุ่นล่าสุด มันจึงไฮเทคในหลายๆอย่าง
เอ็มไพร์มี 3ฤดูกาล ฝน,ร้อน,เก็บเกี่ยว ชาวเอ็มไพร์ชอบฤดูฝนมากที่สุดเพราะน้ำเหมือนให้พลังพวกเขาและช่วงที่เบนมาก็คือฤดูร้อน

ตลอดระยะทางเบนก็ได้ถ่ายรูปไว้มากมาย
จนเวลาล่วงเลยไป 40นาที มันก็ถึงเวลาที่เบนจะต้องกลับโลกแล้วตามที่สัญญากันเอาไว้

“ได้เวลากลับแล้วล่ะเบน”

“เวลาจะหมดแล้วสินะ อืม โอเคร กลับก็กลับ ปะ”

พอทั้งคู่ตกลงกันเสร็จพอลก็นำยานขึ้นสู่อวกาศทันที
ดาวเอ็มไพร์เริ่มลับสายตาของเบนไปช้าๆ
พอลเช็ครูหนอนอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เขามีเวลา 30นาทีในการส่งเบนกลับดาวโลกอย่างปลอดภัย

รูหนอนพร้อมทำงานอีก1นาที เตรียมตัว!

ทั้งหมดผ่านรูหนอนมาได้อย่างไม่มีปัญหาเหมือนครั่งก่อน
หลังจากนั้นโลกก็ลอยอยู่เบื้องหน้า พอลเปิดระบบล่องหนอีกครั้งและดำดิ่งลงสู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วแสงทันที

ไม่เกิน3นาที ยานก็ล่อนลงสู่พื้นไร่ข้าวโพดของเบน ยานถูกเปิดออกอย่างช้าๆ เบนยืนจ้องหน้าพอลและกล่าวขอบคุณเป็นครั้งสุดท้ายและโผลเข้ากอดพอลอย่างแน่นพร้อมด้วยน้ำตาที่ไหลย้อยลงมา

“ขอบคุณมากนะพอล..
. ตลอด2ชม.มานี้ ฉันสนุกมากมันไม่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตฉันมาก่อนเลย
แต่…นายมาทำให้ฝันของฉันมันเป็นความจริง ฉันจะไม่มีวันลืมนายเลย เอ่อ..ฉันไม่รู้จะขอบคุณนายยังไงจริง ขอบคุณมาก
ลาก่อนพอลเพื่อนตัวเขียวของฉัน…”

พอลรู้สึกได้ถึงความรู้สึกลึกๆของเบน
“รู้ไหมเบนช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือตอนที่เราได้ทำตามความฝันที่ตั้งใจเอาไว้และสนุกไปกับมัน แม้มันจะเป็นช่วงเวลาที่น้อยนิดแต่มันก็ทำให้เรามีความสุข
ฉันจะไม่มีวันลืมนายเช่นกันนะ”

เบนเข้าไปกอดพอลอีกครั้งพร้อมคราบน้ำตา
“ลาก่อนพอล”

จากนั้นพอลก็เดินขึ้นยานและลอยขึ้นสู่ฟากฟ้าหายไปจากสายตาของเบน…

1ปีต่อมาเบนได้รับแรงบรรดาลใจในการเขียนนิยายเรื่องหนึ่งชื่อว่า”เพื่อนต่างดาว”เล่าเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตของเขา
จนถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือโด่งดังไปทั่วโลก
ในบรรทัดสุดท้ายของนิยายเรื่องนี้เขียนไว้ว่า

“นับจากวันนั้นผมก็ไม่ได้เจอกับเพื่อนต่างดาวอีกเลย…”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s