เผยผลจากการวิเคราะห์ของ ”ซุปเปอร์เอิร์ธ”

image

ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (เอ็กโซ แพลเนท หรือบางทีก็เรียกกันว่า เอเลียน เอิร์ธ) ดวงแรกที่มีการถ่ายภาพได้ ก็คือ ดาวเคราะห์ “55แคนครี อี” ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ดาวเคราะห์ของระบบดาว “55 แคนครี” ที่อยู่ห่างออกไปจากโลกเพียง 41 ปีแสง เพราะเป็นเอ็กโซแพลเนทดวงแรกที่โลกสามารถตรวจจับแสงได้

“55แคนครี อี” ได้ชื่อว่าเป็น “ซุปเปอร์ เอิร์ธ” เพราะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาวเกือบๆ จะเป็น 2 เท่าของโลก และยังมีมวลมากกว่าโลกถึง 8 เท่า ผลการศึกษาในช่วงแรกๆ ของการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงนี้สร้างความฮือฮาอย่างมากเมื่อ 3 ปีก่อนหน้านี้ เพราะมีนักดาราศาสตร์ที่ทำการศึกษาบางคนแสดงความคิดเห็นเอาไว้ว่า พื้นผิวของ “55แคนครี อี” อาจมีเพชรเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ ในขณะที่นักวิชาการที่ศึกษาอีกบางคนระบุว่า พื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงนี้ทั่วทั้งดวงปกคลุมด้วยสสารที่อยู่ในสภาพของเหลวหนืด ที่มีแรงดันสูงกึ่งๆ ของเหลวกึ่งๆ ก๊าซ ที่เรียกกันในทางวิชาการว่า “ซุปเปอร์คริติคอล ฟลูอิด” หรือ “ของเหลวในภาวะวิกฤตยิ่งยวด”

“55แคนครี อี” เป็นดาวเคราะห์ดวงในสุดของระบบดาว 55แคนครี โดยอยู่ใกล้ดาวฤกษ์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบมากกว่าดาวพุธอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ถึง 25 เท่า ทำให้โคจรรอบดาวฤกษ์ 55แคนครีครบ 1 รอบได้ในเวลาเพียง 18 ชั่วโมง ในขณะที่กว่าโลกจะโคจรรอบดวงอาทิตย์ได้ครบ 1 รอบก็ต้องใช้เวลา 1 ปี และยังเป็นดาวเคราะห์ประเภท “ไทดัลลี ล็อค” ซึ่งหมายความว่าเป็นดาวเคราะห์ที่หันด้านเดิมเข้าหาดาวฤกษ์อยู่ตลอดเวลา สภาพพื้นผิวของดาวร้อนจัดมาก ด้านที่หันเข้าหาดาวฤกษ์หรือที่เป็นซีกกลางวัน อุณหภูมิสามารถขึ้นสูงได้ถึง 2,427องศาเซลเซียส ในขณะที่ซีกกลางคืนอุณหภูมิจะลดต่ำลงได้ถึง 1,107 องศาเซลเซียส

เพื่อหาความกระจ่างเกี่ยวกับดาวดวงนี้ให้มากขึ้น ทีมนักดาราศาสตร์นำโดย ไบรซ์-โอลิเวียร์ เดโมรี นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากห้องปฏิบัติการคาร์เวนดิช ในเมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ อาศัยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ สปิตเซอร์ ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) เฝ้าศึกษาการปลดปล่อยอินฟาเรดจาก “55แคนครี อี” ตลอดช่วงหน้าร้อนปี 2013 ที่ผ่านมา คิดเป็นระยะเวลารวม 75 ชั่วโมง

ผลลัพธ์ที่ได้คือแผนที่ความร้อนของดาวเคราะห์ดวงนี้ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างใหญ่หลวงของระดับอุณหภูมิระหว่างซีกกลางวันกับซีกกลางคืนของดวงดาว

ไบรซ์-โอลิเวียร์ เดโมรี ชี้ว่าความต่างระหว่างอุณหภูมิของสองซีกแสดงให้เห็นว่าดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่มีบรรยากาศหนาแน่นที่จะทำให้ความร้อนกระจายทั่วดวงดาว และเชื่อว่าความร้อนที่ซีกกลางคืนนั้นได้มาจากการนำความร้อนของหินที่เป็นส่วนประกอบของพื้นผิว ทั้งยังแสดงให้เห็นว่า แนวความคิดที่ว่าพื้นผิวของดาวดวงนี้ทั้งหมดปกคลุมด้วยซุปเปอร์คริติคอล ฟลูอิดนั้นเป็นไปไม่ได้

ทีมนักดาราศาสตร์ชุดนี้ยังตรวจพบจุดที่มีความร้อนสูง บริเวณกึ่งกลางระหว่างซีกกลางวันและซีกกลางคืนของดาว ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นจุดที่มีการไหลของ “ลาวา” ซึ่งจะมีพฤติกรรมไหลคล้ายกับน้ำบนพื้นโลกมากกว่าลาวาบนโลก เพราะอุณหภูมิสูงของดวงดาวนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก : matichon

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s