11 เรื่องเล่า บุคคลที่อ้างว่า “ถูกลักพาตัว” โดย “มนุษย์ต่างดาว”

มีการรายงานจากประชาชนที่เคยพบเห็นยูเอฟโอ/เอเลี่ยน มากมาย
บ้างก็พอจะเชื่อได้บ้างและก็เชื่อไม่ได้บ้าง โดยมักจะมีการสร้างกระแสฮือฮาให้ผู้คนสนใจจากเรื่องเล่าของตนที่เคยพบปะจานบินมาแล้ว

แต่ในวันนี้เราจะมาเข้าประเด็นฮอตที่สุด นั่นก็คือการอ้างว่าพวกเขาเคยถูกลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาวมาแล้ว
ซึ่งมันก็ยังเป็นเรื่องที่ลึกลับอีกฉบับนึงที่ยังไม่สามารถไขปริศนาเหล่านี้ได้
โดยส่วนใหญ่มักจะบอกว่าตนนั้นได้ถูกจานบินของมนุษย์ต่างดาวดูดขึ้นไปบนนั้น และทำการทดลองต่างๆกับร่างกายของพวกเขา

ซึ่งในวันนี้เราก็ได้หยิบยกข้อมูลบางส่วนมานำเสนอให้ได้อ่านกัน
แต่ต้องบอกก่อนว่า โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ
ถ้าพร้อมแล้วเราก็มาเข้าประเด็นฮ็อตนี้กันเลยดีกว่า…

การหายตัวไปของเฟรเดริก วาเลนทิช

image

การหายตัวไปของเฟรเดริก วาเลนทิช เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 1978 (พ.ศ. 2521) ชายวัย 22 ปี กำลังขับเครื่องบินเซสนา 182L เหนือทะเลเบสส์ สเตรท ในออสเตรเลีย แล้วจู่ ๆ เขาก็พบว่าเหนือเครื่องบินของเขาขึ้นไป 300 เมตร มีอากาศยานลำอื่นบินวนอยู่ จึงติดต่อศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศเมลเบิร์นเพื่อแจ้งเรื่อง
แต่ในอึดใจเดียวให้หลัง เฟรเดริกบอกกับศูนย์ฯว่า”ไม่ใช่เครื่องบินนี่” ก่อนที่จะขาดการติดต่อไปตลอดกาล ทั้งเครื่องบินและเฟรเดริกหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเสียดื้อ ๆ

ในวันเดียวกัน มีรายงานการพบเห็นยูเอฟโอในหลายพื้นที่ทั่วโลก พร้อมกับการหายตัวไปของเฟรเดริก ที่นำมาซึ่งคำถามที่ว่า เขาหายไปไหน?
การค้นหาเฟรเดริกและเครื่องบินถูกดำเนินการอย่างเร่งด่วนในระยะ 1,600 ตารางกิโลเมตร แต่ความพยายามก็ได้หยุดลงในวันที่ 25 ตุลาคม ปีเดียวกันนั้นเอง ทางการออสเตรเลียอธิบายว่า เฟรเดริกเกิดอาการประสาทหลอนและขับเครื่องบินตีลังกา จนเห็นเงาสะท้อนของเครื่องบินตัวเองบนผิวทะเล และคิดไปเองว่าเป็นเครื่องบินลำอื่น ในขณะที่สาวกยูเอฟโอหลายรายเชื่อว่าเขาถูกจับไปโดยเอเลี่ยนเป็นแน่แท้

ทราวิส วัลตัน กับยูเอฟโอในป่า

image

ปี 1975 (พ.ศ.2518) ทราวิส วัลตัน ผู้รับจ้างตัดฟืนในเขตป่าสงวน อาปาเช่ ซิทกรีฟส์ รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา พร้อมกับเพื่อนร่วมงานอีก 5 คน ขณะที่พวกเขาเลิกงานและกำลังเดินทางกลับบ้านนั้นเอง ก็ได้พบกับลำแสงสีเหลืองทองสว่างจ้าบนท้องฟ้า
จากนั้น วัตถุใหญ่ยักษ์รูปแผ่นดิสก์สีทองอร่าม ก็ปรากฏอยู่บนน่านฟ้าเหนือศีรษะของคนทั้ง 5 นาย
ทราวิสผู้ไม่เกรงกลัวอะไรวิ่งเข้าใส่วัตถุประหลาดนั่นทันที ลำแสงสีฟ้าอมเขียวถูกยิงมาที่ลำตัวของเขา แล้วยกตัวเขาลอยขึ้นกลางอากาศ ท่ามกลางความตื่นตระหนกสุดขีด กลุ่มเพื่อนผู้ร่วมงานของเขาพากันขึ้นรถกระบะแล้วขับหนีจากที่เกิดเหตุทันที
ชายคนหนึ่งในกลุ่มโทรศัพท์แจ้งตำรวจเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้จะไม่มีใครอยากเชื่อเขาก็ตามที แต่เจ้าหน้าที่ก็ส่งกำลังคนกว่า 50 นาย เพื่อออกค้นหาทราวิส แต่ปรากฏว่าไม่พบร่องรอยใด ๆ เลย จนกระทั่งต้องล้มเลิกการค้นหา

ใน 4 วันให้หลังด้านทราวิสเล่าว่า เขามีสติอีกครั้งหลังจากตื่นขึ้นมา และพบว่าตัวเองกำลังนอนแผ่หลาอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นโรงพยาบาล แต่เขาคิดผิด ! เมื่อเขาพบสิ่งมีชีวิตสุดประหลาดตัวสูงราว 120 เซนติเมตร ผู้มีดวงตากลมโตเท่าไข่ห่าน กำลังยืนล้อมรอบร่างของเขาอยู่จากนั้นเหล่ามนุษย์ต่างดาวก็สวมหน้ากากให้ทราวิส แล้วจู่ ๆ เขาก็ถูกวาร์ปร่างกายกลับมาบนโลกมนุษย์ ซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุครั้งแรกราว 48 กิโลเมตร เขาผุดลุกแล้วหยอดเหรียญตู้โทรศัพท์เพื่อบอกที่บ้านว่าเขาสบายดี โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองหายไปถึง 4 วันเต็ม ๆ

เรื่องของทราวิส กลายเป็นประเด็นที่หลายแหล่งจับตามองในเวลารวดเร็ว ในขณะที่สื่อบางเจ้าบอกว่า นายทราวิสคงจะเกิดอาการประสาทหลอนจากยาเสพติดมากกว่า

นอกจากนี้ เรื่องลึกลับดังกล่าวยังโด่งดังไกล ถึงขนาดที่ว่ามีการออกหนังสือตีแผ่ความจริง (ซึ่งเขียนโดยตัวเขาเอง) และมีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อเดียวกับหนังสือ เรื่อง Fire in the Sky ออกฉายเมื่อปี 1993 (พ.ศ. 2537)

แผนที่ดวงดาว ของเบ็ตตี้และบาร์นี่ ฮิลล์

image

คืนวันที่ 19 กันยายน 1961 (พ.ศ. 2504) เบ็ตตี้และบาร์นี่ ฮิลล์ คู่สามีภรรยาชาวอเมริกัน กำลังขับรถกลับจากวันหยุดพักผ่อน และได้พบกับแสงประหลาดบนท้องฟ้าทีแรกพวกเขาคิดว่าเป็นดาวตก แต่เมื่อสังเกตดี ๆ แสงที่ว่านั้นมาจากวัตถุประหลาดที่ลอยกลางอากาศต่างหาก ยูเอฟโอลอยมาอยู่เหนือรถยนต์ของพวกเขา ใกล้มากเสียจนได้ยินเสียงเครื่องยนต์หึ่ง ๆ และรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างหนัก แล้วจู่ ๆ พวกเขาก็พบว่าตัวเองถูกวาร์ปมาอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลจากจุดแรกถึง 56 กิโลเมตร แต่ทั้งคู่ยังคงสับสน และมีอาการความจำเสื่อมชั่วขณะ

หลังจากถูกสะกดจิตโดยผู้เชี่ยวชาญ จากคณะกรรมการสืบสวนเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางอากาศแห่งชาติ (National Investigations Committee On Aerial Phenomena) เป็นเวลานานกว่า 6 เดือน ความทรงจำของพวกเขาก็ค่อย ๆ กลับมาทีละน้อย เบ็ตตี้วาดภาพแผนที่ดวงดาว และบอกเล่าว่าท่านผู้นำของยานลำดังกล่าวมาจากดาวดวงไหนในจักรวาล

นอกจากนี้ เธอยังเล่าว่า เธอและสามีถูกพาตัวขึ้นบนยานอวกาศแต่ถูกจับแยกห้องกัน จากนั้นผู้ตรวจสอบร่างกายก็เข้ามาพิจารณาตั้งแต่ดวงตา หู จมูก และลำคอ ก่อนจะนำร่างของเธอขึ้นวางบนโต๊ะ และบอกกับเธอว่าต้องการเช็คระบบประสาทของมนุษย์อย่างละเอียด ในขณะที่พวกมันเองก็ทดลองอย่างเดียวกันกับบาร์นี่ แต่ดูท่าจะสนใจในโครงสร้างกระดูกของมนุษย์เพศชายมากกว่า

จอห์น แซลเทอร์ และการลักพาตัวที่เปี่ยมสุขที่สุด

image

ปี 1988 (พ.ศ. 2531) จอห์น แซลเทอร์ ศาสตราจารย์สังคมวิทยาชาวอเมริกันและลูกชาย กำลังขับรถกลับบ้านจากรัฐวิสคอนซินมุ่งหน้าสู่รัฐมิสซิสซิปปี ก่อนจะได้ประจันหน้ากับเอเลี่ยน ที่พวกเขาอ้างว่าเป็นมิตรมาก จอห์นและลูกชายถูกจับตัวอย่างไรก็จำไม่ได้ แต่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ตัวเตี้ย กำลังจะทำการทดลองบางอย่างกับร่างกายของพวกเขาในห้องสีขาวสะอาดสว่างจ้า พวกเขาถูกสอดท่อเข้าในโพรงจมูก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองที่จอห์นอธิบายว่ามันเต็มไปด้วยความมีจริยธรรม ไม่โหดร้าย และไร้ซึ่งความเจ็บปวด

หลังถูกปล่อยตัว จอห์นรู้สึกว่าตัวเองมีสุขภาพดีขึ้นกว่าเดิม มีภูมิคุ้มกันโรคมากขึ้น บาดแผลรักษาหายรวดเร็วขึ้น เส้นผมและเล็บมือเล็บเท้ายาวไวกว่าปกติถึง 3 เท่า และที่สำคัญ ริ้วรอยตามวัยของเขากลับดูตื้นขึ้นอย่างมากเลยทีเดียว

โมนาสแตนฟอร์ด,หลุยส์ สมิธ,และเอเลน โทมัส

image

วันที่ 6 มกราคม 1976 เพื่อนหญิงสามคนซึ่งประกอบด้วย โมนาสแตนฟอร์ด,หลุยส์ สมิธ,และเอเลน โทมัสกำลังขับรถหลุยส์เชฟโรเลตลับบ้านหลังจากฉลองวันเกิด บนทางหลวงหมายเลข 78 ในเคนตั๊กกี้ โดยมีหลุยส์ สมิธเป็นคนขับรถ แต่แล้วเธอก็รู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมความเร็วของรถได้
ในขณะที่รถเร่งความเร็วถึง 85 เธอก็รู้สึกกลัว และกลัวยิ่งกว่าเมื่อพวกเธอได้เห็นวัตถุขนาดใหญ่บนท้องฟ้า เหมือนโดม บินโฉบเหนือพวกเธอ
ก่อนที่พวกเธอจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในลานจอดรถบนทุ่งหญ้าที่มุ่งไปทางทิซทางตรงกันข้ามที่พวกเธอเดินทางกลับ
และพวกเธอไม่สามารถจำความทรงจำ 80 นาทีก่อนหน้าได้เลยแม้แต่น้อย

หลังจากนั้นหญิงสามคนก็พบเรื่องประหลาดเมื่อปรากฏการเผาไหม้ที่ไม่สามารถอธิบายได้จากร่างกายของพวกเธอและหลังจากรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกองทัพเรือและสถานีตำรวจในท้องถิ่นพวกเขาก็ถูกสัมภาษณ์อย่างกว้างขวางและมีการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในที่สุดหนึ่งสามของผู้หญิงได้ทำการสะกดจิตและได้อ้างว่าถูกลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาวและทำการทดลองทางการแพทย์ที่น่าอับอายและทรมานหลายอย่าง หลังจากสารภาพชาวบ้านเกษตรกรในท้องถิ่นคนหนึ่งก็ให้การตรงกันว่าเห็นจานบินในพื้นที่ในคืนดังกล่าวเช่นกัน

วิตลีย์ สไตรค์เบอ

image

ในปี 1985 นักเขียนคนหนึ่งชื่อ วิตลีย์ สไตรค์เบอกำลังนั่งพักผ่อนหย่อนใจในกระท่อมที่ห่างไกลในเขตเหนือของรัฐนิวยอร์คกับครอบครัวของเขา จนกระทั้งคนวันหนึ่งเขาก็ถูกปลุกตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงดัง และเมื่อเขาลืมตาตื่นก็พบสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในห้องนอนของเขา

หลายชั่วโมงต่อมาเขาก็พบตัวเองอยู่คนเดียวในป่าใกล้บ้านของเขาเพราะความทรงจำชั่วโมงก่อนหน้าหายไปด้วยความช่วยเหลือของจิตแพทย์ทำให้ความทรงจำของเขาถูกกู้คืนมา โดยเขาจำได้ว่าตนถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไปยังยูเอฟโอและทำการตรวจสอบร่างกายของเขาด้วยเครื่องมือประหลาด และถูกสารอะไรบางอย่างฉีดเข้าไปที่สมอง และต่อมาเขาก็นำประสบการณ์ดังกล่าวมาแต่งเป็นหนังสือเพื่อช่วยเหลือผ็ตกเป็นเหยื่อมนุษย์ต่างดาวและกลายเป็นหนังสือขายดีในที่สุด

เคลลี่ เคฮิลล์และครอบครัว

image

ในเดือนสิงหาคม ปี 1993 ที่ออสเตรลีย เคลลี่ เคฮิลล์และครอบครัวของเธอได้ขับรถกลับบ้านจากบ้านเพื่อนประมาณเที่ยงคืน และพวกเขาก็ได้เห็นยูเอฟโอบินอยู่ด้านข้างของถนนและอ้างว่าเห็นมนุษย์ต่างดาวออกจากหน้าต่างของยาน และยานบินยูเอฟโอก็บินสูงขึ้นออกอย่างรวดเร็วและหายไป

จากนั้นพวกเขาก็ไร้สติจากแสงสว่างที่สองรอบของรถพวกเขา โดยเธอเล่าว่าเธอรู้สึกผ่อนคลายไร้สติทันทีหลังจากแสงดังกล่าวส่องมา และเมื่อกลับคืนสติพวกเขาก็พบว่าพวกเขาอยู่บนท้องถนนใกล้บ้าน แต่ความทรงจำที่ผ่านมานั้นทุกคนจำไม่ได้ ส่วนเคลลี่ก็ได้พบว่ามีเครื่องหมายรูปสามเหลี่ยมที่ผิดปกติแปลกๆ ใกล้สะดือ ซึ่งเธอไม่เคยเห็นมาก่อน

และไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเธอก็ไม่สบายและต้องเข้าโรงพยาบาล เนื่องจากติดเชื้อในมดลูกและปวดรุนแรงที่กระเพาะอาหารต่อมาเธอก็ปลดล็อกความทรงจำ โดยเธอบรรยายว่าจานบินที่เธอเห็นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 150 ฟุต และมนุษย์ต่างดาวสูงมาก เธอยังเห็นรถด้านข้างของถนนและต่อมาครอบครัวก็จำเรื่องที่เกิดขึ้นได้สอดคล้องกับเธอ โดยให้การเป็นไปทางเดียวว่าพวกเขาถูกทดสอบทางการแพทย์ประหลาด

ชาร์ลส์ แอล มูดี้

image

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1975 เวลาประมาณ 01:15จ่ากองทัพอากาศชาร์ลส์ แอล. มูดี้ กำลังอยู่ในทะเลทรายของนิวแม็กซิโกเพื่อดูฝนดาวตก และแล้วเขาก็ได้เห็นจานบินขนาดใหญ่ที่กำลังร่อนลงมาพื้นดิน เขาตกใจในสิ่งที่เห็นจึงรีบวิ่งไปที่รถของเขา
แต่นั้นยังไม่จบ เขาได้ยินเสียงดังแหลมสูงจากจานบินดังกล่าวและมันก็ร่อนลงบริเวณใกล้เคียงของเขา และเขาก็ได้เห็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กลงจากยาน
เมื่อเสียงแหลมสูงหยุดลง เขาก็รู้สึกว่าร่างกายของเขาชา และความทรงจำชั่วโมงครึ่งของเขาก็หายไป และเขาได้สติเขาก็พบว่าจานบินได้หายไปแล้ว

ในวันถัดมาเขาเกิดอาการปวดหลังและอาการผื่นแปลกๆ และเมื่อเขาไปหาจิตแพทย์เขาก็ได้รับความสะกดจิตเพื่อลดอาการเจ็บปวดของเขา พร้อมกับปลดล็อกความทรงจำที่หายกลับคืนมา โดยเขาอ้างว่าถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวออกจากรถและนำไปไว้ในจานบิน เขาถูกวางบนโต๊ะโลหะและทำการทดลองทางการแพทย์ มันสื่อสารทางโทรจิตกับเขาโดยกล่าวว่ายานแม่ของพวกเขากำลังบินเหนือโลกและพวกเขาไม่มีแผนที่จะกลับมายังโลกจนถึง 20 ปีข้างหน้า

เบ็ตตี้ อันเดรียสัน

image

หนึ่งในรายงานการลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาวที่แปลกยิ่งกว่าแปลก และมีชื่อเสียง คือกรณีของการลักพาตัวเบ็ตตี้ อันเดรียสัน เมื่อตอนเย็นของวันที่ 25 มกราคม 1967 ประมาณ 6:35 ที่หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งในแอชเบิร์นแฮมแมสซาซูเซต ของฤดูหนาวเย็น หิมะตก แบ็ตตี้ อันเดรียสัน แม่บ้านลูก 7 คน และพ่อของเธอกำลังดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่น กระทั่งแสงไฟในบ้านเริ่มกระพริบจากนั้นจึงดับวูบลง ทันใดนั้นเองที่หัวครัวก็มีแสงไฟสีชมพูส่องผ่านหน้าต่างลงมา ทำให้คนในครอบครัวจึงเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

image

ทันใดนั้นเองพ่อของเบ็ตตี้ ก็ได้เห็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด 5 ตัว บุกรุกผ่านห้อง ในลักษณะผ่านทะลุผนังห้อง ราวกับผี โดยลักษณะพวกมันเหมือนคนแต่งชุดฮัลโลวีน ตัวเล็กประมาณ 4 ฟุตแต่มีตัวหนึ่งสูง 5ฟุตและคาดว่าจะเป็นหัวหน้า ส่วนหัวใหญ่ทรงลูกแพร์ขนาดใหญ่เกินตัว ใยหน้าเหมือนพวกมองโกลอยด์ ผิวสีเทา ตาดำ สวมชุดเครื่องแบบแนบลำตัวสีน้ำเงินเข้มส่องระกาย แขนเสื้อแต่ละข้างตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ที่เหมือนนกกางปีก มือสามนิ้วสวมถุงมือและสวมรองเท้าบูต และกระโดดเหมือนตั๊กแตน
พวกมันกระจายตัวไปทั่วบ้าน ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวของเบ็ตตี้ก็อยู่ในลักษณะเคลื่อนไหวไม่ได้ และหลังจากนั้นทุกอย่างก็ดำมืดไปหมด

สองสามเดือนต่อมาเบ็ตตี้ก็เริ่มจำรายละเอียดคืนวันดังกล่าวได้ โดยเธออ้างว่ามนุษย์ต่างดาวผ่านประตูที่ปิดไว้ พวกมันเข้ามาเหมือนเดินตามผู้นำที่ตัวสูงกว่า ผ่านประตูไม้เข้ามาทีละคนทีละคน พวกมันเดินผ่านเข้ามาเหมือนภูตผี แต่พวกมันเหมือนจะเป็นมิตรและสื่อสารกับเบ็ตตี้ด้วยทางโทรจิต

จากนั้นเบตตี้ก็เล่าว่า เธอลอยตัวไปยังจานบินโดยมนุษย์ต่างดาว ขณะอยู่บนยานเธอได้รับการตรวจสอบทางด้านการแพทย์ในห้องกลมรูปโดม เข็มยาวเล่มหนึ่งสอดเข้าไปทางสะดือและที่รูจมูกและศีรษะ เธอจำได้ว่าเดินทางเข้าไปในสภาพแวดล้อมลึกลับ เหมือนอยู่ดาวดวงอื่น อาคารดูเหมือนปิรามิด ท้องฟ้าสีเขียว
หลังจากนั้นเวลาประมาณ 10:40 เบตตี้ก็ถูกส่งกลับบ้าน และยังพบครอบครัวของเธอยังอยู่สภาพหยุดการเคลื่อนไหว ก่อนที่ความทรงจำจะหายไปในช่วงเวลาดังกล่าว และทุกอย่างก็เป็นปกติอีกครั้ง

ต่อมาในปี 1975 เบ็ตตี้ก็ได้เล่าเรื่องดังกล่าวแก่นักวิจัยยูเอฟโอ และมีการตรวจสอบด้วยการสะกดจิต และการใช้เครื่องจับโกหก จนกลายเป็นกรณีลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาวที่มีชื่อเสียงในที่สุด

Jack and Jim Weiner and their friends

image

หนึ่งในกรณีที่โด่งดังของการลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาวคือ เหตุการณ์ลักพาตัวที่อัลลากาช (Allagash Abductions) โดยปี 1973 สองวัยรุ่นพี่น้องจิมและแจ๊ค วีเนอร์ฝาแฝด พร้อมเพื่อนอีก 2 คนคือชาร์ลี ฟอลทช์ และชัค แรค ได้ชวนกันไปล่องเรือแคนูในช่วงวันหยุดฤดูร้อนของมหาลัยที่อุทยานแห่งชาติอัลลากาช ในภาคเหนือของรัฐเมน

โดย 3 วันแรกที่เดินทางไม่ได้อะไรนัก จนกระทั้งวันที่ 26 สิงหาคมมในตอนกลางคืนเดือนมืดทั้ง 4 คนได้พากันไปพายเรือแคนูในทะเลสาบอีเกิ้ลเพื่อล่องไปตกปลาและในขณะที่ทั้ง 4 พายเรือ แคนูอยู่นั้นเอง พวกเขาก็ได้เห็นวัตถุส่องแสงสว่างมากโผล่บนท้องฟ้า มันไม่เหมือนจานบินแต่เหมือนพลังงานพลาสม่าขนาดใหญ่เท่ารถบรรทุกหรือรถแทร็คเตอร์มากกว่า พวกเขาตกใจมากและลองใช้ไฟฉายส่องมันเป็นสัญญาณให้แก่มัน
จานบินเริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาหาพวกเขาอย่างช้าๆ พวกเขาเห็นท่าไม่ดีเลยจ้ำเรือพายอย่างรวดเร็วเพื่อหนีขึ้นฝั่ง หากแต่วัตถุดังกล่าวกลับเข้าใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา และเมื่อเขาใกล้ขึ้นฝั่งเขาก็พยายามขว้างหินใส่มัน แต่ไม่เป็นผล

อย่างไรก็ตาม ลูกไฟดังกล่าวก็ส่องแสงลุกโชติช่วงไม่กี่นาทีก็ดับมอดลง และช่วงเวลานี้เองความทรงจำของพวกเขาทั้ง 4 คนก็หายไปก่อนที่จะได้สติกลับมาอีกครั้งโดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าความทรงจำที่หายไปมันนานเท่าไหร่ รู้แต่ว่ามันนานมาก

หลังจากที่ทุกคนกลับบ้านพวกเขาก็ฝันร้าย โดยฝันเหมือนกันว่าพวกเขาอยู่ในห้องหนึ่งซึ่งมีสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดยืนอยู่ ลักษณะของมันศีรษะโต ดวงตาโต ร่างกายผอมและบาง มีนิ้ว 4 นิ้ว และมันทำการทดลองทางการแพทย์พวกเขาทีละคนทีละคน โดยการทดลองแต่ละอย่างค่อนข้างน่าอับอายและละมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น การโทรจิตให้เห็นภาพเย้ายวนต่างๆ การเก็บตัวอย่างน้ำเชื้ออสุจิ การทำเครื่องมือส่องสำรวจร่างกาย ฯลฯ ก่อนที่จะส่งพวกเขากลับทีเดิมโดยส่งพวกเขานั่งบนเรือแคนนู

ต่อมาทั้งหมด 4 คนได้รับการสะกดจิตเพื่อปลดล็อกความทรงจำโดยการแยกกัน และทั้ง 4 คนต่างให้การสอดคล้องกัน และเมื่อขอให้ทุกคนเข้าเครื่องจับเท็จ ซึ่งผลปรากฏว่าทั้ง 4 พูดความจริง

อัตโตนีโอ วิลลาส โบแอส

image

อัตโตนีโอ วิลลาส โบแอส (1934-1992) เป็นชาวนาบราซิลใน หมู่บ้านฟรานซินโก เด เซเลา ในเมืองเซาเปาโล และเป็นหนึ่งในเหยื่อที่ถูกลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาว ในปี 1957 ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเรื่องที่เขาอ้างนั้นบอกว่าเขามีเซ็กต์กับมนุษย์ต่างดาว

ในตอนนั้นอัตโตนีโออายุ 23 ปี ความจริงแล้วเขาพบจานบินหลายครั้งก่อนหน้าลักพาตัว เมื่อมีแสงผ่านตัวเขาและน้องชายหลายครั้ง จนกระทั้งเขาถูกลักพาตัวเมื่อ 16 ตุลาคม 1957 ตอนนั้นเขากำลังพรวนดินด้วยรถแทร็คเตอร์อยู่คนเดียวในตอนกลางคืนตีหนึ่ง(เนื่องจากวันนั้นอากาศร้อนมากๆ เขาเลยมาทำตอนกลางคืน) ทันใดนั้นเขาได้เห็นแสงสีแดงที่ตอนแรกเป็นดวงเล็กๆ ไกลออกไป แต่มันก็เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมันมุ่งหน้ามาหาเขา
เขาพบว่ามันเป็นวัตถุบินได้รูปไข่สองแสงสว่างมาก

เขาพยายามหนี แต่เครื่องยนต์กลับดับลงกะทันหัน เขาเลยกระโดดรถวิ่งหนี แต่กลับโดนสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่ไม่ใช่มนุษย์สูงประมาณ 1.5 เมตร(5 ฟุต) สวมชุดคับๆ สีเทาสวมหมวกกันน็อตเชื่อมติดกันหมวกเกราะ โดยมีท่อสีน้ำเงินสามท่อแต่ละชุด มีเกราะสีแดงขนาดผลสับปะรดบนหน้าอก ตามีขนาดเล็กและสีฟ้า และพูดเหมือนตระโกน พวกมันมากันสามคนและจับเขาขึ้นไปบนยาน เขาถูกพาไปยังห้องหนึ่ง พวกมันถอดเสื้อผ้าและเช็ดตัวเขา นอกจากนั้นยังเอาเลือดจากคางของเขาไปด้วย

หลังจากนั้นเขาก็พาไปห้องที่สามและปล่อยให้อยู่คนเดียวประมาณครึ่งชั่วโมง ในช่วงเวลานั้นมีก๊าซหนึ่งถูกสูบเข้ามาในห้องทำให้เขาล้มป่วยอย่างรุนแรง หลังจากนั้นไม่นานเขาได้อ้างว่ามีผู้หญิงเปลือยสวยคนหนึ่งเข้ามาในห้องของเขา เธอมีดวงตาเฉียงโตสีฟ้า จมูกของเธอไม่โด่งหรือไม่ใหญ่เกินไป โครงหน้าของเธอโหนกแก้มสูงมากทำให้ใบหน้าเธอกว้างมาก(กว้างกว่าผู้หญิงอินเดียนของอเมริกาใต้)แต้ใต้นั้นใบหน้าของเธอแคบลงอย่างมาก และไปสิ้นสุดที่คางแหลมของเธอ ลักษณะเช่นนี้ทำให้หน้าครึ่งล่างเหมือนรูปสามเหลี่ยม ผมของเธอสีขาว(คล้ายทองคำขาวสีบลอนด์)

โดยเขาเล่าว่าเขาถูกผู้หญิงคนนั้นดึงดูดให้มีเพศสัมพันธ์ โดยระหว่างทำกิจกรรมนั้น เขาเล่าว่าผู้หญิงไม่ได้จูบเขา เมื่อเสร็จกิจเธอก็ออกจากห้อง เธอได้ชี้ที่ท้องของเธอและที่ตัวของเขา และที่ท้องฟ้า และหลังจากนั้นเขาก็ก็ถูกนำตัวลงจากยาน และยานดังกล่าวก็หายวับบนท้องฟ้า

แน่นอนหลายฝ่ายไม่เชื่อเรื่องอัตโตนีโอเล่า เพราะว่ามนุษย์ต่างดาวทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย ในเมื่อพวกเขามีวิทยาการชั้นสูง ทำไมมันถึงใช้วิธีโบราณอย่างจับมนุษย์มาทดลอง แต่กรณีของอัตโตนีโอนั้นถือได้ว่าเป็นการลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาวโดยมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และเป็นคนไม่กี่คนบนโลกมนุษย์ที่มีเซ็กต์กับมนุษย์ต่างดาว

ต่อมาอัตโตนีโอได้กลายเป็นทนายความ แต่งงานและมีเด็กสี่คน เขาตายในปี 1992 แต่เรื่องราวของเขายังเป็นที่ถกเถียงทางลัทธิเชื่อยูเอฟโอต่อไป

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : kapook | mirror | Dek-D | oddee

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s