ความรู้สึกของการถูกตัดหัวนั้นเป็นอย่างไรกันนะ?

สมัยโบราณการประหารชีวิตนักโทษที่ฮิตมากคือ“การตัดหัว”และเมื่อพูดถึงเรื่องตัดหัว ก็ให้ความรู้สึกระทึกขวัญน่าหวาดเสียวอยู่แล้ว แต่เคยสงสัยบ้างไหมว่า ความรู้สึกของการถูกตัดหัวนั้นเป็นอย่างไร?

image

ตลอดระยะเวลาอันยาวนานดู เหมือนจะไม่มีใครบอกได้จริงจังว่าความรู้สึกของผู้ที่ถูกตัดหัวนั้นเป็น อย่างไรกันแน่ (เพราะผู้ที่เคยถูกตัดหัวไม่เคยกลับมาเล่าประสบการณ์เลยสักคน) แต่เราสามารถคาดคะเนได้จากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้ซึ่งไม่เหมือนกับเวลาที่เรากลั้นหายใจ เพราะขณะที่เรากลั้นหายใจ หัวใจของเรายังคงสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองอยู่ทำให้เรายังคงมีสติอยู่ได้นานกว่าส่วนลำตัวของเรานั้นทันทีที่ส่วนหัวถูกตัดออกไป กระแสประสาทจากสมองจะถูกตัดขาด ร่างกายจะไม่สามารถทำตามคำสั่งใด ๆ ได้อีกและเสียการควบคุมทั้งหมดในทันที

ระยะเวลาในการตายเมื่อถูกตัดหัวนั้นยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในการตัดด้วย เพราะกล้ามเนื้อคอและกระดูกสันหลังตรงส่วนนั้นค่อนข้างแข็งแรง หากใช้เครื่องมือที่ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก เช่น ดาบหรือขวานในการตัดอาจต้องลงมือซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง และอาจหมายถึงระยะเวลาที่นานขึ้นของสติรับรู้ดังนั้นในการประหารชีวิตด้วยการตัดหัวเช่นนี้ บางครั้งนักโทษหรือญาติถึงกับต้องติดสินบนเพชฌฆาตด้วยทองคำเพื่อให้มั่นใจ ว่าเขาจะพยายามตัดคอให้ขาดภายในครั้งเดียว

ในสมัยที่มีการประหารชีวิตด้วยการตัดหัวด้วยเครื่องกิโยติน นักวิทยาศาสตร์สมัยนั้นได้พยายามบันทึกระยะเวลาในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ หลังจากถูกตัดหัว และมีรายงานหลายครั้งว่า ศีรษะที่ถูกตัดออกมานั้นยังคงมาสามารถกระพริบตา และขยับปาก คล้ายกับการพยายามพูดหรือกรีดร้องได้อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง มีการคำนวณว่า สมองของเราจะมีออกซิเจนที่สะสมอยู่มากพอที่จะทำคำสั่งง่ายๆ อย่างเช่น ขยับลูกตาหรือปากได้ประมาณ 7 วินาที

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่ามนุษย์นั้นไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างแน่ นอนหากไม่มีศีรษะ เพราะเราจะเสียเลือดและความดันเลือดจนตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามีศูนย์ควบคุมกิจกรรมที่สำคัญในการมีชีวิตแทบ ทุกอย่างอยู่ที่สมอง เช่น การหายใจ เป็นต้นแต่ก็มีสัตว์บางชนิดที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้แม้ไม่มีหัว

แมลงสาบและแมลงหลายชนิดสามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายสัปดาห์หลังจากถูกตัดหัวออกไป เพราะแมลงสาบไม่มีความดับเลือดเหมือนอย่างมนุษย์ ระบบเลือดของมันเป็นแบบเปิด(ไม่มีเส้นเลือด) ซึ่งอาศัยความดันน้อยมาก เมื่อมันถูกตัดหัวออกไปบาดแผลที่คอจะถูกปิดด้วยก้อนเลือดที่แข็งตัว ทำให้ไม่มีการเสียเลือดแบบควบคุมไม่ได้

แมลงสาบหายใจได้โดยไม่มีหัว เพราะมันหายใจทางรูขนาดเล็กที่อยู่ตามปล้องของลำตัวซึ่งระบบการหายใจของมันไม่ได้ถูกควบคุมโดยสมอง นอกจากนี้แมลงสาบยังเป็นสัตว์เลือดเย็นที่ต้องการอาหารน้อยมาก มันสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ด้วยการกินอาหารเพียงมื้อเดียวไม่ใช่แค่ส่วนลำตัวของมันเท่านั้นที่มีชีวิตอยู่ได้นานโดยไม่มีหัว เพราะส่วนหัวของมันก็อยู่ได้อีกนานแม้ไม่มีตัวเช่นกัน หนวดของมันนั้นยังโบกไปมาและตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อีกหลายชั่วโมงหลักจากถูก ตัดขาดออกจากลำตัว ส่วนทางด้านลำตัวของมันก็สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้เช่นกันแม้จะไม่มีหัว อยู่แล้วก็ตาม เพราะสัตว์จำพวกแมลงมีกลุ่มปมประสาทที่ทำให้เกิดการตอบสนองพื้นฐานอยู่ในตัว

นอกจากแมลงสาบแล้ว ยังมีสัตว์เลือดอุ่นอยู่ตัวหนึ่งที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างน่ามหัศจรรย์ โดยปราศจากหัว นั่นคือไก่เพศผู้ที่มีชื่อว่า “ไมค์” ผู้โด่งดังแห่งสหรัฐอเมริกาไมค์ เป็นไก่เลี้ยงธรรมดาตัวหนึ่งซึ่งถูกเจ้าของจับมาตัดหัวเพื่อเตรียมทำเป็น อาหารในวันขอบคุณพระเจ้า (ปี ค.ศ.1945) แต่ทันทีที่หัวของมันถูกตัดออก มันก็วิ่งหนีเข้าป่าไป ผู้เป็นเจ้าของหามันไม่เจอจนต้องนำไก่ตัวอื่นมาฆ่าทำอาหารแทน แต่พอรุ่งเช้าเขาก็เห็นมันเดินคุ้นเขี่ยอยู่ที่ลานบ้านตามปกติโดย “ไม่มีหัว”

image

ด้วยความแปลกประหลาดนี้ ทำให้มันกลายเป็นไก่ซูปเปอร์สตาร์ในทันที มันถูกนำตัวไปตระเวนโชว์ทั่วประเทศทำเงินได้เดือนละ 4,500 ดอลล่าร์ และมีค่าตัวสูงถึง 10,000 ดอลล่าร์ ไมค์ กินอาหารด้วยหลอดหยดผ่านทางหลอดอาหาร และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง3 กิโลกรัมหลังจากถูกตัดหัว มันสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 18 เดือนและมันก็ไม่ได้ตายเพราะไม่มีหัว แต่ตายเพราะเจ้าของลืมหยอดหยดทิ้งไว้ในตัวมันหลังจากป้อนอาหาร

สาเหตุที่มันมีชีวิตอยู่ได้หลังจากถูกตัดหัวเป็นเพราะความบังเอิญที่มีโอกาส เกิดขึ้นได้น้อยมาก นั่นคือ ขวานฟันไม่ถูกหลอดเลือดใหญ่ที่บริเวณลำคอ และยังคงเหลือเนื้อเยื่อสมองที่เชื่อมต่อกับคอมากพอที่จะทำให้มันรอดชีวิต และเติบโตได้

image

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตัดหัว คือการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียในปี ค.ศ.1920 เป็นการทดลองตัดหัวสุนัขแล้วทำให้มันมีชีวิตอยู่ด้วยหัวที่ไร้ร่าง โดยการต่อหัวนั้นเข้ากับปอดและหัวใจเทียมที่เรียกว่า “ออโต้เจคเตอร์(autojector)” ได้ผลการทดลองที่น่าพอใจคือ มันสามารถมีชีวิตอยู่ได้ และประสาทสัมผัสยังทำงานได้ เช่น รู้สึกคัน เจ็บ ได้กลิ่น และได้ยินเสียง อาจเป็นการทดลองที่ฟังดูโหดร้ายไปสักหน่อย แต่เป็นงานวิจัยที่ทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการประดิษฐ์หัวใจเทียม

ขอบคุณข้อมูลจาก : talulok

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s