ชับติ (Shabti) หุ่นรับใช้ของไอยคุปต์

เมื่อกว่า 3,000 ปีก่อนคริสตกาล วิถีชีวิตของชาวอียิปต์โบราณเริ่มต้นขึ้นจากการที่พวกเขาเป็นชนเผ่าเร่ร่อน ล่าสัตว์ตามทะเลทราย จนรู้จักการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และอาศัยประโยชน์จากการขึ้นลงอย่างเป็นระบบของน้ำในแม่น้ำไนล์

image

พวกเขาเริ่มตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนเล็ก ๆ ขยายขนาดของชุมชน เรียนรู้และคิดค้นศิลปะวิทยาการแขนงต่าง ๆ สร้างสิ่งก่อสร้างและอนุสาวรีย์อันยิ่งใหญ่แล้วพวกเขาก็สังเกตเห็นการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ ที่พวกเขานับถือเป็นสุริยเทพรา (Ra) ว่าทรงถือกำเนิดขึ้นใหม่ทุกวัน ดังนั้น พวกเขาจึงมีความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย พวกเขาเชื่อว่าเมื่อตายไปแล้ว จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้งหนึ่งได้ไม่จบสิ้น ดังเช่นเทพรา

image

image

ด้วยเหตุนี้ ชาวอียิปต์โบราณจึงมักสร้างสุสานและวิหารบูชาเทพเจ้าด้วยหินที่คงทนแข็งแรง เนื่องจากวิหารคือที่ประทับของเทพเจ้า และสุสานคือที่พำนักของผู้ตายไปชั่วนิรันดร์ จึงไม่น่าแปลกที่พีระมิดมาสตาบา(Mastaba) หรือสุสานในหุบผากษัตริย์จะถูกตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม สามารถอยู่ท้าแดดท้าลมได้หลายพันปี แต่บรรดาบ้านเรือนและพระราชวังของอียิปต์กลับถูกสร้างขึ้นด้วยอิฐโคลนตากแห้ง เมื่อถูกน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติเล็กเพียงน้อยก็อาจพังทลายลง จนแทบไม่เหลือซากหรือหลักฐานเกี่ยวกับที่พักอาศัยของช่วอียยิปต์โบราณให้เราได้ศึกษามากนัก นั่นเป็นหลักฐานอย่างดีว่า ชาวอียิปต์โบราณให้ความสำคัญกับชีวิตหลังความตายมากกว่าชีวิตในโลกนี้มากมายนัก

image

ถึงแม้ว่าเราจะพอพบเห็นหลักฐานเกี่ยวกับบ้านเรือน และชุมชนของชาวอียิปต์โบราณในสมัยราชอาณาจักรใหม่ (New Kingdom) ได้บ้างจากเมืองเดียร์ เอล-เมดินา (Deir el-Medina) ที่ช่วยให้เราเข้าใจวิธีชีวิตชุมชนของช่างขุดเจาะสุสานในหุบผากษัตริย์ที่เมืองธีบส์ (Thebes) ได้ดีขึ้น แต่ภาพวิธีชีวิตของชาวอียิปต์โบราณที่เห็นได้ชัดเจนกว่า คือภาพจากสุสานของชนชั้นสูงในสมัยอาณาจักรใหม่ในสุสานของบรรดาขุนนางในสมัยอาณาจักรใหม่ ทำให้เราเห็นภาพวิถีชีวิตของชาวอียิปต์โบราณได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น มีภาพที่พวกเขากำลังทำไร่ไถนา หว่านข้าว เกี่ยวข้าว มีภาพที่แสดงถึงการทำงานก่อสร้างต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่า ชีวิตประจำวันของพวกเขาไม่ได้ง่ายเลย ไหนจะต้องขุดคูคลองเพื่อผันน้ำจากแม่น้ำเข้ามายังแปลงเกษตร ไหนยังอาจจะถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานในการก่อสร้างสิ่งมหัศจรรย์พันลึกต่าง ๆ แต่ว่าชีวิตของชนชั้นสูงที่ร่ำรวยกลับสบายกว่า เพราะมีคนรับใช้คอยปรนนิบัติ ทำให้มีชีวิตอยู่อย่างหรูหราฟุ่มเฟือย ในคฤหาสน์หลังใหญ่

image

เราอาจคิดว่า งานที่แสนเหน็ดเหนื่อยและน่าเบื่อเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อเราสิ้นลมหายใจ แต่ในความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณกลับตรงกันข้าม พวกเขาเชื่อว่าเมื่อสิ้นชีวิตลงและพร้อมจะใช้ชีวิตหลังความตายแล้ว สิ่งที่รออยู่ตรงหน้าในดินแดนหลังความตาย ก็ไม่ต่างไปจากวิถีชีวิตปัจจุบันของพวกเขาสักเท่าไหร่ พวกเขายังต้องไถนา หมักเบียร์ อบขนมปัง เพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ เหมือนเคย และนั่นหมายความว่า งานหนักและน่าเบื่อก็ยังคงมีอยู่ไม่สิ้นสุด แม้แต่ในชีวิตหลังความตายที่ทุกคนต่างปรารถนาคำถามของชาวอียิปต์โบราณคือ “ตายแล้ว จะต้องลำบากอีกทำไม?” และด้วยความคิดนี้ ชาวอียิปต์โบราณจึงคิดที่จะฝังรูปแกะสลักซึ่งทำหน้าที่เหมือน “คนรับใช้” ลงไปในสุสานด้วย เพื่อให้พวกมันช่วยทำงานต่าง ๆ แทนตัวผู้ตายเองในชีวิตหลังความตาย

รูปแกะสลักเหล่านี้รู้จักกันในนาม “ชับติ (Shabti)” หรือ “ชวับติ (Shawabti)” หรือ “อูชับติ (Ushabti)”
ซึ่งทั้งสามคำนี้หมายความถึงของสิ่งเดียวกัน แม้จะไม่ได้มีความหมายเดียวกันเสียทีเดียว โดยมีความหมายแตกต่างกันไปตามยุคตามสมัยในยุคแรก ๆ

รูปปั้นสลักเหล่านี้เรียกว่า “ชับติ” ส่วนรูปสลักที่พบในเดียร์ เอล-เมดินา ช่วงราชวงศ์ที่ 17 และ 18 จะเรียกว่า “ชวับติ” และหลังจากราชวงศ์ที่ 21 เป็นต้นมา จะเรียกว่า “อูชับติ”คาดว่า “ชับติ” ในยุคแรก ๆ น่าจะมาจากคำว่า “ชวับ (Shawab)” หรือ “ชับ (Shab)” ที่แปลว่า “กิ่งไม้” เพราะใช้เป็นวัตถุดิบในการแกะสลัก ส่วนคำว่า “อูชับติ” น่าจะมีรากศัพท์มาจากคำว่า “อูเชบ (Usheb)” ซึ่งเป็นภาษาอียิปต์โบราณ แปลว่า “คำตอบ” นั่นเอง…

image

หน้าที่หลักของชับติคือ ช่วยทำงานแทนเจ้าของที่เสียชีวิตไปแล้ว ตามแต่จะเรียกใช้ ส่วนมากจะเป็นรูปสลักคนในร่างมัมมี่ ขนาดมีตั้งแต่ 10-30 เซนติเมตร สามารถสลักขึ้นได้จากวัสดุหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นขี้ผึ้ง ไม้ ดินเหนียว หิน แก้ว ดินเผาและสัมฤทธิ์ บางชิ้นมีการสลักคาถาเอาไว้บนชิ้นงานด้วย ซึ่งแต่ละยุคแต่ละสมัยในประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ ก็จะมีชับติที่มีรูปแบบและศิลปะที่แตกต่างกันออกไป

เรื่องราวทั้งหมดอาจจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นราชวงศ์ (Early Dynastic Period) จากสุสานหลวงของเหล่าฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 1 ที่อุม เอล-คาอับ (Umm el-Qa’ab) ในเมืองอไบดอส (Abydos) พบหลักฐานที่น่าจะเป็นการฝัง หรืออาจจะบูชายัญบรรดาทาสรับใช้เอาไว้ใกล้ ๆ กับสุสานของผู้ตายที่เคยเป็นเจ้าของทาสรับใช้เหล่านั้น โดยมักมีช่อง หรือห้อง สร้างไว้ข้าง ๆ สุสานของฟาโรห์ในยุคนี้อยู่เสมอ

image

อาจเป็นไปได้ว่า แนวคิดเรื่องการบูชายัญและฝังคนรับใช้ไปกับพระศพของฟาโรห์ เพื่อให้ไปช่วยพระองค์ในชีวิตหลังความตายนั้น ดูเป็นเรื่องไม่จำเป็นและอาจสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้พวกเขาเปลี่ยนความคิดจากแนวคิดเดิมๆ มาเป็นการใช้ “รูปแกะสลัก” เพื่อให้ไปทำงานแทนผู้ตายในที่สุดชับติในยุคแรกเลยนั้น พบในช่วงรอยต่อระยะที่ 1 (First Intermediate Period) เรามักจะพบรูปปั้นไม้แกะสลักเป็นรูปช่างฝีมือ ช่างทอผ้า รวมทั้งช่างหินต่าง ๆ บ้างก็สลักเป็นรูปสตรีฝังอยู่ในโลงศพหรือสุสานของคนในยุคนี้ มีความเป็นไปได้ว่า การที่รูปปั้นแต่ละรูปที่พบในช่วงนี้ กำลังทำหน้าที่ของตนอย่างขะมักเขม้นอยู่ในอีกโลกหนึ่ง พวกมันถือเป็นต้นกำเนิดของชับติ ถึงแม้ว่ารูปร่างหน้าตาของรูปสลักยุคนี้จะไม่เหมือนชับติที่คุ้นตากัน และยังไม่มีการสลักคาถาใดๆ ลงไปบนตัวก็ตาม

image

ชับติแท้ ๆ ที่มีรูปร่างคุ้นตา เริ่มต้นในยุคต้นของราชอาณาจักรกลาง (Middle Kingdom) โดนที่แรก ๆ มีการแกะสลักอย่างหยาบ ๆ ไม่มีการจารึกข้อความใด ๆ ลงไป และใช้วัสดุหาง่ายหลากหลายชนิด เช่น ขึ้ผึ้ง หิน ดินเหนียว และไม้ ต่อมามีการทำชับติอย่างประณีตยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าในยุคนี้ชับติยังมีการห่อพันด้วยผ้าลินิน และวางในโลงศพขนาดเล็กที่สร้างไว้สำหรับหุ่นชับติโดยเฉพาะชาวอียิปต์โบราณในยุคนี้สร้างชับติขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของผู้ตายเอง นั่นเลยทำให้เราพบชับติในสุสานสมัยนี้เพียงสุสานละตัว ซึ่งสื่อถึงการเป็นตัวแทนเจ้าของสุสานเพียงคนเดียวเท่านั้นนั่นเอง

image

บ่อยครั้งในยุคอาณาจักรกลาง ที่เราพบว่าคัมภีร์ที่เรียกว่า “จารึกโลงศพ” (Coffin Texts) ในสมัยนี้มีความเกี่ยวข้องกับชับติด้วย และชับติในช่วงปลายราชอาณาจักรกลางก็เริ่มมีการจารึกยศและนามของเจ้าของ และส่งผลให้เริ่มมีการจารึกคาถาลงไปบนตัวชับติเมื่อประมาณปลายราชอาราจักรกลางอีกด้วยเมื่อเริ่มเข้าสู่ยุครอยต่อระยะที่ 2 (Second Intermediate Period) เริ่มพบว่าฝีมือการทำชับติของชาวอียิปต์โบราณลดระดับลงจากเดิมมากพอสมควร มีลักษณะเหมือนแท่งไม้แกะสลักหยาบ ๆ มีการจารึกนามลงไปด้วยอักษรเฮียโรติก มากกว่าที่จะเป็นเฮียโรกลิฟฟิค

หลักจากที่ชับติในสมัยรอยต่อระยะที่ 2 สลักไว้ไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ ในยุคราชอาณาจักรใหม่จึงเหมือนเป็นการฟื้นฟูศิลปะและวิธีการสลักชับติขึ้นมาอีกครั้ง เพราะชับติในยุคนี้มีความวิจิตร งดงาม และมีคุณภาพดีกว่ายุคก่อน ๆ อย่างเห็นได้ชัด และยังแสดงให้เห็นว่าชับติ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในร่างมัมมี่เสมอไป เพราะมีการพบชับติที่แต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แบบคนธรรมดาด้วยเช่นกันนอกจากนี้ยังพบว่า จำนวนชับติที่ฝังอยู่ในสุสานของราชอาณาจักรใหม่นี้มีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ความที่แต่เดิมชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า ชับติเป็นตัวแทนของผู้ตายทำให้พบชับติเพียงสุสานละตัว แต่ในราชอาราจักรใหม่ ชาวอียิปต์มองชับติเป็น “คนรับใช้” ที่จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าของสุสานในชีวิตหลังความตายมากกว่าวัสดุที่ใช้ทำชับติในยุคนี้ก็หลากหลายขึ้นกว่าสมัยอาณาจักรกลาง โดยมีการใช้อลาบาสเตอร์ ดินเผา สัมฤทธิ์ แก้ม และไม้มะเกลือด้วย

image

image

ในช่วงราชอาณาจักรใหม่ เราพบว่าชับติจะสลักอยู่ในรูปของมัมมี่ แขนทั้งสองข้างไขว้กัน บ้างก็ถือเครื่องมือทำการเกษตร หรือสัญลักษณ์ทางพิธีศพ แต่หลังจากยุคของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 4 (Tuthmosis IV) แห่งราชวงศ์ที่ 18 เป็นต้นมา รูปร่างลักษณะของชับติก็เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น เริ่มมีชับติที่ถือเครื่องมือการทำงานหลายชนิดมากขึ้น และมีชับติที่สวมเสื้อผ้าแบบชุดคนธรรมดาด้วยพอมาถึงในรัชสมัยของฟาโรห์นอกรีตอเคนาเตน(Akhenaten) ชับติในสมัยของพระองค์มีการจารึกถวายพรแด่เทพอเตน (Aten) ซึ่งเป็นเทพเจ้าองค์เดียวที่พระองค์นับถือ แท้จริงแล้วในช่วงราชอาณาจักรใหม่นี้ เหล่าชับติส่วนมากจะได้รับการจารึกพระนามของเจ้าของ และจารึกคาถาในการ “ปลุกชับติ” หรือที่เรียกเชิงวิชาการว่า “คัมภีร์มรณะบทที่ 6″ เอาไว้อีกด้วย

image

คัมภีร์มรณะบทที่ 6 นี้ กล่าวไว้ว่า “โอ้ ชับติ ถ้าข้าเรียกขานเจ้าให้ทำงานใด ๆ ก็ตามในดินแดนแห่งความตายนี้ ไม่ว่าจะเป็นงานหรืออุปสรรคที่ยากเย็นเพียงใด เจ้าควรเสนอตัวต่อข้าในทุก ๆ โอกาสที่ข้าต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการไถหว่าน ผันน้ำเข้าคลองส่งน้ำ หรือขนย้ายทรายจากตะวันออกไปยังตะวันตก ขอให้เจ้าจงกล่าวว่า ‘ข้าอยู่นี่’”…

นักสำรวจนามเบลโซนี (Belzoni) ขุดค้นพบชับติในสุสานของฟาโรห์เซติที่ 1 (Sety I) แห่งราชวงศ์ที่ 19 ในหุบผากษัตริย์ถึงกว่า 700 ชิ้น ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมากกว่าชับติที่พบในสมัยก่อน ๆ มาก หลังจากนั้น ชับติในช่วงปลายของราชอาณาจักรใหม่ก็เริ่มมีฝีมือการแกะสลักที่ด้อยลงอีกครั้ง และดูเหมือนว่าในช่วงนี้ชับติจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ในหมู่ชาวอียิปต์ที่ต้องการความสะดวกสบายในชีวิตหลังความตาย เพราะราคาของชับติแบบเรียบง่ายในยุคนี้ มีค่าเพียงประมาณ 0.02 ดีเบน (Deben) เท่านั้น เรียกได้ว่าหาซื้อมาเป็นเจ้าของกันได้ง่ายมาก ในขณะที่โลงศพไม้ราคาประมาณ 20-40 ดีเบน และคัมภีร์มรณะ มีราคาสูงถึง 100 ดีเบนทีเดียว

image

ในช่วงรอยต่อระยะที่ 3 (Third Intermediate Period) เริ่มด้วยราชวงศ์ที่ 21 พวกเขาเริ่มเรียกหุ่นรับใช้พวกนั้นว่า “อูชับติ” ซึ่งในยุคนี้เริ่มใช้เครื่องดินเผาสีฟ้าสดใส และตกแต่งด้วยอักษรสีดำ อูชับติในยุคนี้มีรูปร่างกลับไปเป็นมัมมี่ดังเดิมอีกแล้วimage

image

จุดที่น่าสนใจของอูชับติในยุคนี้คือ ชาวอียิปต์โบราณเริ่มที่จะแยกอูชับติออกเป็น 2 ชุด ใหญ่ ๆ นั่นคือ ชุดของนายงาน และชุดของคนงาน โดยชุดนายงานจะมีลักษณะเฉพาะคือ แนบแขนข้างหนึ่งไว้ข้างลำตัว ในขณะที่แขนอีกข้างถือไม้นวดข้าวเอาไว้ รูปสลักชุดนายงานนนี้จะถูกจัดให้มี 36 ตัว ส่วนอูชับติที่เป็นคนงาน จะอยู่ในร่างมัมมี่โพกผ้าดำที่ศีรษะ มีจำนวน 365ตัว (นั่นคือ 1 ตัว ต่อหนึ่งวัน ตามปฏิทินของชาวอียิปต์โบราณ) และนายงาน 1 คนจะดูแลคนงานประมาณ 10 คน ทำให้สุสานยุคนี้มีพวกอูชับติอยู่ถึง 401 ตัวเลยทีเดียว

หลังจากช่วงราชวงศ์ที่ 21 เป็นต้นไป อูชับติก็เริ่มมีความประณีตลดลงอีก คุณภาพของอูชับติก็ดูจะลดน้อยลงไป แต่นักวิชาการก็ได้ขุดค้นพบอูชับติที่วิจิตรกว่าเดิมในช่วงราชวงศ์ที่ 25-26 โดยเฉพาะในช่วงราชวงศ์ที่ 25 ซึ่งเป็นช่วงการปกครองของฟาโรห์จากนูเบีย (Nubia) จะพบว่าฝีมือการสลักอูชับติในช่วงนี้สวยงามมากในยุคปลาย (Late Period) ชาวอียิปต์โบราณนิยมฝังศพพร้อมอูชับติที่ทำขึ้นอย่างหยาบ ๆ และนิยมทำจากเครื่องเคลือบดินเผาที่ลงสีเขียวอ่อนและสีฟ้าร่วมร้อยชิ้น แต่ไม่มีการพบอูชับตินายงานอีกต่อไปแล้วimage

เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราช (Alexanderthe Great) เข้ายึดครองอียิปต์ได้เมื่อประมาณ 332 ปี ก่อนคริสตกาล อียิปต์โบราณก็เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า ยุคกรีก-โรมัน (Greco-Roman) ซึ่งถือว่าเป็นช่วงการปกครองของราชวงศ์ปโตเลมี (Ptolemy) อูชับติที่พบในช่วงนี้มีความแตกต่างกันในด้านคุณภาพอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือ บ้างก็สลักอย่างวิจิตร บ้างก็ทำขึ้นมาอย่างหยาบๆimage

image

นอกจากนั้นจารึกที่สลักไว้บนตัวอูชับติในยุคนี้ บางครั้งยังเป็นการจารึกแบบหลอก ๆ ไม่ได้ใช้ภาษาอียิปต์โบราณอย่างแท้จริงในการจารึก ซึ่งอาจเนื่องมาจาก ไม่มีใครในช่วงนี้ที่จะเข้าใจระบบอักษรภาพอันซับซ้อนของอียิปต์โบราณได้เหมือนสมัยก่อนอีกแล้วและเมื่อราชวงศ์ปโตเลมีถึงกาลอวสาน อูชับติ หรือหุ่นรับใช้ของชาวไอยก็ถึงกาลอวสานลงไปด้วย… 🔚

★ขอบคุณข้อมูลจาก : INDEPENCIL ตอน 2 ตอน 3
* นิตยสารต่วย’ตูน พิเศษ ฉบับ 425

มหากาพย์จักรวาล-ไซไฟ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s